โคเปนเฮเกนซัมมิต 17 ปี ของการแก้ปัญหาโลกร้อน
ผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายๆ คนเดินทางมาด้วยเครื่องบินส่วนตัวรวมๆ กันแล้ว มีจำนวน 140 ลำ ซึ่งมากเกินกว่าที่สนามบินของโคเปนเฮเกนจะรองรับได้ ในชั่วโมงที่มีการจราจรทางอากาศหนาแน่นเครื่องบินหลายๆ ลำ จึงต้องบินไปลงที่สนามบินใกล้เคียงอื่นๆ แล้วให้ผู้โดยสาร วีไอพี นั่งรถลีมูซีนมาโคเปนเฮเกน

เป้าหมายของการประชุมสุดยอดที่โคเปนเฮเกนครั้งนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า การประชุมภาคีสมาชิก กรอบอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลียนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( United Nations Framework Convention on Climate Change หรือ UNFCCC) คือ เพื่อตกลงร่วมกัน ในการจัดทำสนธิสัญญาในการร่วมมือกัน แก้ไขการเปลียนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อลดภาวะโลกร้อน ฉบับใหม่ แทนพิธีสารเกียวโต ที่จะสิ้นสุดลงในอีก 3 ปี ข้างหน้า (พ.ศ.2555) การประชุมสุดยอดว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เริ่มขึ้นแล้ว วันที่ 7-18 ธันวาคม 2552 โดยมีตัวแทน 192 ประเทศ 15,000 คน เข้าร่วมประชุม มี ผู้นำเกือบ 100 ชาติ จะมาปรากฏตัวด้วย เมื่อปี 2535 มีการประชุม Earth Summit หรือการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อม และการพัฒนา ที่กรุงริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล เป็นครั้งแรกที่มีการพูดถึงภาวะโลกร้อน และการร่วมมือกันหาแนวทางแก้ไข อนุสัญญาUNFCC เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้ ในฐานะข้อตกลงระหว่างประเทศต่างๆ ที่จะร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์…. อีก 5 ปีต่อมาจึงเกิดพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocal) ซึ่งเปรียบเสมือนกฎหมายลูกของอนุสัญญาฯ ที่มีผลบังคับใช้ ถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศเพียงฉบับเดียว ที่มีการกำหนดเป้าหมายอย่างชัดเจน ให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ภายใน พ.ศ.2551-2555
แต่พิธีสารเกียวโต บังคับใช้ได้กับประเทศเล็กๆ เท่านั้น ประเทศใหญ่ๆ ไม่สนใจโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ในสมัยประนาธิบดี จอร์จ บุช ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รายใหญ่ของโลกถอนตัว......... ไม่ยอมให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะหมดอายุลงในพ.ศ. 2555 จึงไม่ค่อยจะมีผลเท่าไรนัก ในการแก้ไขภาวะโลกร้อน
เมื่อสองปีก่อนในการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย มีการหารือกันเรื่อง จัดทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ เพื่อแทนพิธีสารเกียวโต รอบนี้ ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีท่าทีให้ความร่วมมือที่ดีขึ้น เพราะตระหนักถึง ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ใกล้ตัวเข้ามาทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ หลังจากเปลี่ยนผู้นำ เป็นโอรัก โอบามา หันมาทำตัวเป็นพลเมืองที่ดีของโลก และจีน ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก
กลุ่มประเทศ จี 8 และประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ ตกลงกันว่า จะจำกัด ไม่ให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า อุณหภูมิในยุคก่อนอุตสาหกรรม ( ประมาณ ค.ศ. 1800 หรือ 200 กว่าปีก่อน) เกิน 2 องศาเซลเซียส หรือ 3.6 องศาฟาเรนไฮต์ โดยคาดหวังว่า สนธิสัญญาฉบับใหม่ที่จะคุยกันที่โคเปนเฮเกน จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ภายในขีดจำกัดนี้
ปัจจุบันอุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรม 0.7 องศาเซลเซียส และนักวิทยาศาสตร์คาดกันว่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเป็น1.5องศา
หัวข้อหลักๆ ที่คาดว่าจะมีการเจรจากันในการประชุมครั้งนี้ สำหรับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะกำหนดเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตน เพื่อลดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศภายในปี พ.ศ. 2563 แม้ว่า บางประเทศอยากจะกำหนดเส้นตายให้เนิ่นนานออกไปเป็นปี 2593 แต่ออสเตรเลีย อียู ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ บอกว่ามีแผนการที่จะทำให้ได้ภายในปี2563แล้ว
ประเทศกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น จีน รัสเซีย จะถูกขอให้จำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะเสนอให้มีสร้างกลไก เพื่อเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดกาซเรือนกระจกให้เร็วขึ้น รวมทั้ง การสนับสนุนด้านการเงินเพื่อเตรียมตัวรับมือกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน
อย่างไรก็ตาม การประชุมที่โคเปนเฮเกนไม่ได้หมายความว่าจะสามารถผลักดันกฎหมายลดโลกร้อนฉบับใหม่ขึ้นมาใช้แทนพิธีสารเกียวโตได้เลย การประชุมครั้งนี้เป็นการแสวงหาฉันทามติ ทางการเมืองของประเทศต่างๆทั้ง 192 ประเทศ ว่าจะร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ถ้าตกลงกันได้แล้วจึงจะกำหนดกรอบการทำงานและกรอบเวลา ในการจัดทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ ซึ่งคาดกันว่าจะต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปี